แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเมรุมาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเมรุมาศ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

งานออกพระเมรุ และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตอน2

ประเพณีเกี่ยวแก่งานออกพระเมรุ

1 การตาย

        สำหรับพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์แล้วการตายมีคำเรียกหลายคำเพื่อแสดงศักดิ์ฐานะและพระอิสริยยศของผู้ตาย

        พระมหากษัตริย์พระบรมราชินีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชใช้คำว่า“สวรรคต”

        สมเด็จพระอนุชาธิราชหรือบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เทียบเท่าใช้คำว่า “ทิวงคต”

        พระบรมวงศ์และพระองค์เจ้าใช้คำว่า“สิ้นพระชนม์”

        หม่อมเจ้าใช้คำว่า “สิ้นชีพพิตักษัย”

        เจ้าประเทศราช, สมเด็จเจ้าพระยาและเจ้าคุณราชินิกุลใช้คำว่า“ถึงแก่พิราไลย”

        สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตทายาทจะต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลลาตายพร้อมดอกไม้ธูปเทียนนำทูลเกล้าฯแก่พระมหากษัตริย์จากนั้นก็จะโปรดเกล้าฯให้จัดงานพระศพตลอดจนพระราชทานเครื่องประกอบอิสริยยศตามยศศักดิ์ของผู้ตาย

        ตัวอย่างข้อความจากหนังสือกราบบังคมทูลลาตาย

“ดอกไม้ธูปเทียนของข้าพระพุทธเจ้า เจ้าจอมมารดาชุ่มรัชกาลที่ ป่วยเป็นโรคบิด เมื่อวันที่ กรกฎาคม รักษาพยาบาล ส่วนอาการโรคค่อยคลายขึ้น แต่กำลังไม่สามารถจะทนได้ด้วยชราภาพ กราบถวายบังคมลาถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 เวลาบ่าย น. 35นาที หลังเที่ยง”


เจ้าจอมมารดาชุ่ม

 “ดอกไม้ธูปเทียนของเจ้าจอมแส กราบบังคมลาขึ้นไปบำเพ็ญกุศล...ที่พิษณุโลก... ขอกราบถวายบังคมลาถึงอสัญกรรม”

“ดอกไม้ของข้าพระพุทธเจ้าหม่อมเจ้าหญิงบันดาลสวัสดี ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพชายาหม่อมเจ้าไตรทิพย์เทพสุทธิ์ ขอกราบถวายบังคมลาสิ้นชีพพิตักษัย”

        ศัพท์ที่หมายถึงการตายในภาษาไทยจึงมีความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ ไม่เพียงแต่หมายถึงการตาย แต่ยังแสดงถึงศักดิ์ฐานะ และสะท้อนให้เห็นถึงประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมที่มีการถ่ายทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน


2 เครื่องประกอบอิสริยยศ

พระโกศ

        เป็นเครื่องประกอบอิสริยยศสำหรับใส่พระบรมศพและพระศพ 

        ในสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 เมื่อปีพ.ศ. 2342ได้โปรดให้สร้างพระโกศกุดั่นใหญ่และพระโกศกุดั่นน้อยสำหรับทรงพระศพพระพี่นางเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดีและพระพี่นางเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ต่อมาในปีพ.ศ. 2346 สร้างพระโกศไม้สิบสองสำหรับทรงพระศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ

        ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระโกศทองใหญ่หรือบางทีก็เรียกพระลองทองใหญ่ไว้สำหรับทรงพระบรมศพ ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงปลายรัชกาลทรงพระประชวรดำเนินไม่ค่อยได้ก็โปรดให้นำพระโกศทองใหญ่ขึ้นมาตั้งเพื่อทอดพระเนตรที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

        เวลานั้นเจ้าจอมแว่นหรือคุณเสือ พระสนมเอกเป็นผู้เฝ้าถวายปรนนิบัติก็ร้องไห้ว่าเป็นลางไม่ดี พระองค์ท่านก็กริ้วตรัสว่า ถ้าหากไม่เอาขึ้นมาแล้วจะทอดพระเนตรเห็นได้อย่างไร

        ประจวบกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ (พระธิดา) สิ้นพระชนม์ จึงพระราชทานพระโกศทองใหญ่นี้สำหรับทรงพระศพก็ได้ทอดพระเนตรการใช้งานพระโกศทองใหญ่นี้จนพอพระราชหฤทัย

        พระโกศทองใหญ่นี้ใช้ทรงพระบรมศพและพระศพสำคัญมาตลอดจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่5 ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นมาใหม่และใช้มาจนกระทั่งปัจจุบัน

        ลักษณะพระโกศนี้หุ่นภายในเป็นไม้กลึงแล้วจึงใช้ลวดลายที่ทำจากทองคำและอัญมณีประกอบหุ้มภายนอกให้งดงาม

        ยังมีเครื่องประดับสำหรับพระโกศอีกหลายอย่างสำหรับพระโกศทองใหญ่ มีดอกไม้เพชรเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับที่ยอดพระโกศ ดอกไม้ไหวประดับที่กระจังฝาพระโกศ เฟื่องเพชรมีพู่เงินห้อยเป็นระยะทุกมุมประดับที่ปากพระโกศโดยรอบ ส่วนดอกไม้เอวประดับที่เอวพระโกศโดยรอบ 

        ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ประดับครบทุกอย่างแก่พระบรมศพ สำหรับพระศพเจ้านายก็พระราชทานเครื่องประดับเป็นชั้นๆ ไปได้แก่ ชั้นต้นประดับพุ่มข้าวบิณฑ์กับเฟื่อง ชั้นสูงรองแต่พระบรมศพประดับดอกไม้เอวด้วยอีกอย่างหนึ่ง

        สำหรับพระโกศและโกศตามลำดับชั้นยศมี 14 อย่าง ได้แก่

        1 พระโกศทองใหญ่ เป็นชั้นสูงสุดมีบัญชีจดไว้ว่าเคยใช้ทรงพระบรมศพและพระศพเจ้านายองค์ไหนบ้าง

พระโกศทองใหญ่ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

        2 พระโกศทองรองทรง เสมอพระโกศทองใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ สำหรับใช้แทนพระโกศทองน้อยเวลาที่จะต้องหุ้มทองคำเพื่อจะได้ไม่ต้องหุ้มแล้วรื้อออกบ่อยๆ

        3 พระโกศทองเล็ก สร้างในสมัยรัชกาลที่5ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์เป็นคราวแรกและทรงพระศพเจ้านายต่อมา

        4 พระโกศทองน้อย รัชกาลที่ โปรดให้กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์สร้างขึ้นตามแบบพระโกศทองใหญ่สำหรับทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อผลัดพระโกศทองใหญ่ไปแต่งก่อนออกงานพระเมรุ ถ้าตั้งพระศพคู่กับพระโกศทองใหญ่ก็หุ้มทองคำใช้งานอื่นไม่หุ้ม
  
        5 พระโกศกุดั่นใหญ่

        6 พระโกศกุดั่นน้อย  

        โกศกุดั่นทั้งใหญ่และน้อยสร้างในคราวรัชกาลที่1ทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอทั้งสองพระองค์

        7 พระโกศมณฑปใหญ่ สร้างในสมัยรัชกาลที่ เอาแบบอย่างมาจากพระโกศมณฑปน้อยเพื่อทรงพระศพกรมพระพิทักษเทเวศร์ ด้วยว่าทรงมีพระรูปใหญ่โตลงลองพระโกศสามัญไม่ได้ต้องทำลองสี่เหลี่ยมขึ้นโดยเฉพาะ

        8 พระโกศมณฑปน้อย สร้างในสมัยรัชกาลที่ เพื่อทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์

        9 พระโกศไม้สิบสอง สร้างในรัชกาลที่ ทรงพระศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

        10 พระโกศพระองค์เจ้า หรือโกศลังกา รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อทรงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์ ต่อมาเมื่อมีพระโกศมณฑปน้อยแล้ว พระโกศนี้ก็ใช้ทรงพระศพพระองค์เจ้าวังหน้าและพระองค์เจ้าตั้งปัจจุบันเรียกว่า พระโกศราชวงศ์

        11 โกศราชินิกุล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 พระราชทานให้ประกอบศพพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) ก่อนผู้อื่น

        12 โกศเกราะ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 สำหรับศพเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ด้วยท่านอ้วนลงลองสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยมทำโกศขึ้นประกอบที่เรียกว่า “โกศเกราะ”เพราะลายสลักเป็นเกราะรัด

        13 โกศแปดเหลี่ยม น่าจะเป็นโกศที่เก่าแก่กว่าชนิดอื่นคงแปลงมาจากเหมตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า

        14 โกศโถ เป็นโกศเก่าแก่เช่นกัน เข้าใจว่าโกศแปดเหลี่ยมและโกศโถน่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่คราวกรุงธนบุรี

        พระโกศทองนี้ไว้สำหรับบรรจุพระศพในระหว่างงานบำเพ็ญพระกุศลเมื่ออัญเชิญไปยังพระเมรุมาศแล้วจะเปลื้องออกเหลือแต่ลองใน ซึ่งเป็นโลหะมีค่า เช่นสำหรับพระบรมศพก็จะเป็นเงินลงรักปิดทอง

        จากนั้นนำพระโกศไม้จันทน์มาประกอบตกแต่งเพื่อให้งดงามน่าดูที่ใช้ไม้จันทน์เพราะถือเป็นไม้ชั้นสูงที่ใช้ในงานพระราชพิธี


เครื่องแต่งพระศพ 

        การตกแต่งพระศพและอัญเชิญลงโกศเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วตามประเพณี เจ้าพนักงานจะทำพิธีสุกำศพชำระด้วยเครื่องหอมผลัดภูษาทรงตามลำดับชั้นพระอิสริยยศ ถวายเครื่องแต่งพระศพอื่น ซึ่งจะได้รับตามพระอิสริยศและตามชั้นของโกศที่ได้รับพระราชทาน

        สำหรับเครื่องแต่งศพและพระศพมีระเบียบตามลำดับชั้นคือ ชั้นต่ำสุด โกศโถจนถึงโกศมณฑป เครื่องแต่งศพหรือพระศพ ครอบหน้าด้วยหน้าแตงโมทองคำคือหน้ากากทองคำแต่ทำเป็นหน้ากลมเหมือนพระจันทร์เขียนหน้าตา ซองพลูทองคำเกลี้ยงสำหรับใส่ในมือ มีธูป 1 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก

        ตั้งแต่ชั้นโกศไม้สิบสองขึ้นไปแต่งพระศพด้วยหน้าดุนทองคำ ซองพลูทองคำสลักลาย ชฎาพอกทองคำลงยา เป็นชฎาทรงโปร่งๆแกนในเป็นลวดหุ้มด้วยไม้ระกำแล้วเอาทองคำรีดเป็นแผ่นสลักลายลงยาสีเขียวแดง

        ชั้นสูงสุดคือพระโกศทองใหญ่ คือชั้นพระมหากษัตริย์ พระมเหสี กับบุคคลที่จะพระกรุณาเป็นพิเศษ มีพระชฎาพอกทองคำลงยา หน้าดุนทองคำ ซองพลูทองคำสลักลาย และกาจับหลักทองคำ

         กาจับหลักเป็นเสาที่ไว้ในโกศ ด้านบนมีไม้ขวางโดยการอัญเชิญพระศพลงนั้นเจ้าพนักงานจะแหวกแขนให้โอบกาจับหลัก เชยคางวางบนไม้ขวาง จากนั้นนำซองพลูทองคำใส่ลงในพระหัตถ์สำหรับให้ไปไหว้พระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ เป็นความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ขึ้นสวรรค์

        ครอบหน้าที่เรียกกันว่าหน้ากากทองคำ มีศัพท์อย่างเป็นทางการว่า พระสุพรรณแผ่นจำหลักปริมณฑลฉลองพระพักตร์ ทำจากทองคำแท้ไว้ปิดพระพักตร์พระศพเผาไปกับพระศพด้วย วันรุ่งขึ้นจะมีพระราชพิธีสามหาบคือเก็บพระบรมอัฐิ ทองคำนี้ก็หลอมละลาย จะนำเอาไปตีแผ่เป็นแผ่นหุ้มบนพระพุทธรูปซึ่งทำจากชันนำกระดูกชิ้นเล็กๆ ติดไว้ที่ก้นชัน เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย

        การบรรจุพระศพลงในพระโกศใช้ผ้าขาวยาว 6 ศอก ( เมตร) 3 ผืนมาวางไขว้กันเป็น 6 แฉก วางพระศพแล้วรวบชายมาขมวดตรงพระเศียรมัดด้ายสายสิญจน์โยงออกมานอกโกศมายังภูษาโยง

        เมื่อนำพระศพลงก็จะมีการใช้กระดาษสาหรือกระดาษฟางเป็นพับๆสอดอัดไว้โดยรอบและมีการถวายหมอนเพื่อรองประคองพระศพและซับน้ำพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ซึ่งที่ก้นพระโกศตรงกาจับหลักจะมีท่อทำจากไม้ไผ่ทะลุปล้องที่พื้นด้านล่างของพระที่นั่งจะมีโอ่งซึ่งปิดปากด้วยกระดาษสาชุบไขแล้วแทงไม้ไผ่ลงไปเป็นที่รองพระบุพโพเรียกว่าถ้ำพระบุพโพ

        ในส่วนนี้ มีการร่ำลือและเชื่อกันไปเองว่า เสากาจับหลักเป็นเหล็กแหลมไว้แทงศพจากทวารขึ้นไป ทำให้เกิดความรู้สึกสยดสยอง ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  เมื่อคราวที่หนังสือ “ธ เสด็จสู่สวรรค์นิรันดร์” ได้เผยแพร่แล้ว ยังมีผู้อ่านบางท่าน โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เขียนถึงเรื่องเหล็กแหลมนี้ และแม้แต่ปัจจุบันก็ยังมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความรู้หลายๆ ท่านก็ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่จริง

        เมื่อใกล้จะออกพระเมรุก็จะมีการถวายเปลื้อง การถวายเปลื้องคือนำพระศพออกจากโกศถวายน้ำพระสุคนธ์ แล้วถวายรูดคือรูดเอาเนื้อที่ยังเหลืออยู่ออกมาแล้วห่อกลับเข้าไปดังเดิม

        แล้วนำส่วนนี้ไปถวายพระเพลิงต่างหากที่เมรุผ้าขาวพร้อมกับถ้ำพระบุพโพที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์

        มูลเหตุของการถวายเปลื้อง ก็เนื่องมาจากการถวายพระเพลิงด้วยไม้จันทน์ซึ่งเป็นไม้ที่ให้ความร้อนต่ำ ทำให้เมื่อเผาแล้วอาจมีเนื้อบางส่วนที่เผาไม่หมด เกิดเป็นการโจษจันว่าต้องอำนาจคุณไสย จึงมีการถวายเปลื้องแล้วนำไปถวายพระเพลิงต่างหากเหลือเพียงส่วนพระอัฐิซึ่งสามารถเผาด้วยฟืนไม้จันทน์ได้

        ปัจจุบัน ตั้งแต่คราวงานสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มีการถวายฉีดยาอย่างสมัยใหม่แล้ว จึงไม่ต้องถวายเปลื้องและให้ยกเลิกเมรุผ้าขาว ให้อัญเชิญถ้ำพระบุพโพไปถวายพระเพลิงที่เมรุวัดเทพศิรินทราวาสแทน

        ส่วนการนำพระศพลงโกศ ตั้งแต่คราวงานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระศพได้นำลงในหีบพระศพแทน แล้วตั้งพระโกศเพื่อเป็นพระเกียรติยศไว้ด้านหน้า ดังที่เราได้เห็นจากภาพข่าวต่างๆ

        สำหรับพระบรมศพในคราวนี้ ได้นำลงหีบพระบรมศพซึ่งจัดสร้างโดยร้านสุริยาหีบศพ เป็นหีบพระบรมศพสร้างจากแผ่นไม้สักทองอายุกว่า 100 ปี ขนาดใหญ่ แกะสลักลายกุหลาบไทยผสมผสานลายหลุยส์ปิดด้วยทองคำแท้

พระโกศทองใหญ่ พร้อมเครื่องประดับพระโกศเต็มทุกอย่าง เป็นชั้นสูงสุดในการทรงพระบรมศพ

        พระโกศ เป็นพระโกศทองใหญ่ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ประดับดอกไม้เพชรเป็นพุ่มที่ยอดพระโกศ ดอกไม้ไหวประดับที่กระจังฝาพระโกศ เฟื่องเพชรมีพู่เงินห้อยเป็นระยะทุกมุมประดับที่ปากพระโกศโดยรอบ และดอกไม้เอวประดับที่เอวพระโกศโดยรอบ ประดับเต็มทุกอย่าง

        พระโกศจันทน์ กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งไม้จันทน์ที่นำมาใช้ในครั้งนี้มาจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และก่อนจะตัดนำมาใช้จะต้องมีพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอมตามโบราณราชประเพณี


พระโกศไม้จันทน์ งานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภาพจากกระปุกดอทคอม


ราชรถ

        ราชรถเป็นเครื่องใช้เฉพาะในพระราชพิธีเท่านั้น มีการจัดสร้างมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อไม่ใช้งานก็เป็นศิลปวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

       โดยจัดเก็บในอาคารเฉพาะที่เรียกว่า โรงเก็บราชรถ เป็นอาคารสูงโปร่งมีประตูพิเศษสำหรับเชิญราชรถที่จะออกใช้งานในเวลาที่เหมาะสม 

       แต่เป็นธรรมเนียมที่ว่าประตูนี้จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตเท่านั้น ตลอดจนถนนที่จะชักลากก็จะไม่สร้างไว้จนกว่าจะมีหมายกำหนดพระราชพิธีแล้ว จึงจะก่อสร้างและเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีถนนนี้ก็จะถูกรื้อทิ้งไป เพราะเชื่อกันว่าหากมีลักษณะพร้อมใช้งานแล้วจะเป็นลางไม่ดี

        ดังนั้นราชรถตลอดจนพระยานมาศที่ใช้ในพระราชพิธีดังกล่าวจึงถูกจัดเก็บไว้เฉยๆ จนเมื่อมีพระราชพิธีจะต้องนำออกมาใช้จึงจะมีการตรวจสภาพและบูรณะปฏิสังขรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีพระบรมราชานุญาตและต้องจัดพิธีบวงสรวงเสียก่อนเจ้าพนักงานจึงจะทำงานได้

ราชรถ ภาพจาก กระปุกดอทคอม

        ราชรถที่ใช้ออกในพระราชพิธีใช้ราชรถ 2 องค์ได้แก่ราชรถน้อยสำหรับพระสังฆราชประทับนำขบวนแห่ และพระมหาพิชัยราชรถสำหรับทรงพระโกศพระบรมศพ

        พระมหาพิชัยราชรถหรือราชรถใหญ่นั้นปัจจุบันมี 2 องค์เรียกว่าพระมหาพิชัยราชรถ 1 องค์ และพระเวชยันตราชรถอีก 1 องค์

        พระมหาพิชัยราชรถนี้จัดสร้างเมื่อคราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ใช้เป็นครั้งแรกในงานถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกปีพ.ศ.2339 และใช้งานมาตลอดจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

        หลังจากนั้นก็ล้วนแต่ใช้พระเวชยันตราชรถสำหรับอัญเชิญพระบรมศพทั้งสิ้น (แต่ก็จะเรียกว่าพระมหาพิชัยราชรถ) จนกระทั่งมาในปีพ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นระยะเวลา200 ปีพอดีจึงนำมาใช้ในงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอีกครั้ง

        ในงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพคราวนี้ ทางกรมศิลปากร โดยกรมสรรพาวุธทหารบกได้ออกแบบจัดสร้างราชรถองค์ใหม่ 2 องค์ คือราชรถปืนใหญ่และพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย

        โดยราชรถปืนใหญ่จะนำมาใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพเวียนรอบพระเมรุมาศแทนพระยานมาศสามลำคานตามธรรมเนียมเดิม ออกแบบโดย นายชนะ โยธินอุปลักษณ์


ราชรถปืนใหญ่ที่จัดสร้างขึ้นใหม่ รอการตกแต่งลวดลายให้สวยงามจากช่างสิบหมู่
ที่มา By Iudexvivorum - งานของตัว, CC0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=59883048



       สำหรับพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยจะนำมาใช้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารแทนพระวอสีวิกากาญจน์


(มีต่อ)

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

งานออกพระเมรุ และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตอน 1

ความวิปโยคอาดูรอย่างสุดที่จะบรรยายได้ ปกคลุมไปทั่วหัวใจชาวไทยในเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เมื่อมีการแถลงข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

น้ำตาที่หลั่งไหลมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้เวลาผ่านมาหลายเดือนแล้ว ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดี และความอาลัยเทิดทูนที่พนกนิกรมีต่อพระองค์ท่าน

แต่แม้เราจะเศร้าโศกเพียงใดการถวายพระเกียรติยศ และพิธีกรรมตามประเพณี ก็ต้องกระทำอย่างเต็มที่  


ภาพโปสการ์ด พระราชทานแก่ผู้เข้าไปกราบพระบรมศพ



งานออกพระเมรุ หรือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2560 นี้ หลายคนรู้สึกว่าไม่อยากให้มาถึง แต่สรรพสิ่งต้องดำเนินไป และนี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่พสกนิกรทั่วหล้าจะถวายความจงรักภักดีแด่พระบรมศพของพระองค์ท่านได้

ผู้เขียนมีประสบการณ์เกี่ยวแก่งานพระเมรุมาแล้วถึง 3 พิธี นอกจากจะไปถวายสักการะ เยี่ยมชมพระเมรุ เก็บภาพแล้ว ผู้เขียนยังมีโอกาสอันดีในการค้นคว้าข้อมูล ทั้งจากตำรับตำรา และการสัมภาษณ์ เพื่อเขียนบทความ โดยในครั้งแรกนั้น เป็นงานออกพระเมรุของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตีพิมพ์ในนิตยสารไลฟ์แอนด์เดคอร์ ปีพ.ศ. 2539



พระเมรุมาศ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากหนังสือศิลปสถาปัตยกรรมไทยในพระเมรุมาศ

และงานออกพระเมรุของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตีพิมพ์ในนิตยสารลิปส์ ฉบับปักษ์หลัง เดือนสิงหาคม 2551 และจัดพิมพ์เป็นหนังสือรวมเล่มชื่อ ธ เสด็จสู่สวรรค์นิรันดร์ สำนักพิมพ์สยามความรู้ ปีพ.ศ. 2551

จากงานค้นคว้า ทำให้ผู้เขียนพบว่า หนังสือที่เผยแพร่ความรู้ในประเพณีทางด้านนี้ มักเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ และการอ้างอิงตำรามากมาย จนเป็นกำแพงขวางกั้นความอยากรู้ของคนทั่วไปเสียอย่างนั้น

ผู้เขียนจึงได้ความคิดที่จะทำหนังสือเกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ที่ให้ความรู้ถึงที่มาที่ไป ลักษณะของการดำเนินประเพณี และความสำคัญของพระราชพิธี โดยคัดกรองเอาแต่สาระหลักๆ ที่พอจะบรรเทาความอยากรู้ของคนทั่วไป ขณะเดียวกันก็บรรจุรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่แก่วิชาการเกินไปนัก

จุดประสงค์คือ การทำหนังสือให้อ่านง่าย เข้าใจถึงประเพณีที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์นั้น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตัวเรา

จนได้หนังสือ “ธ เสด็จสู่สวรรค์นิรันดร์” มาเล่มหนึ่ง(และกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับบทความเรื่องพระเมรุบนสื่อออนไลน์ที่คัดลอกกันซ้ำๆ มาจนทุกวันนี้)

        



บัดนี้ โลกการสื่อสารได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้เขียนจึงได้นำข้อเขียนจากหนังสือและบทความดังกล่าว มาคัดกรองให้ข้อมูลกะทัดรัดยิ่งขึ้น เผยแพร่เป็นความรู้แก่สาธารณชน ให้รู้จักถึงรากเหง้าของประเพณี ที่สั่งสมมายาวนาน อย่างน่าภาคภูมิใจ


และเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ อันเป็นที่เทิดทูนยิ่ง ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


พระเมรุมาศคืออะไร

พระเมรุมาศคืออาคารชั่วคราวที่สร้างขึ้นเพื่อครอบจิตกาธานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

เรียกกันภาษาชาวบ้านก็คือเป็นที่เผาศพนั่นเอง

คำว่าพระเมรุมาศนั่นใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพสำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงได้แก่พระมหากษัตริย์, พระอัครมเหสีพระบรมราชินีพระราชชนนีพระบวรราชเจ้า (วังหน้า) พระบรมโอรสาธิราชเป็นต้น


พระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ส่วนคำว่าพระเมรุเป็นคำเรียกกลางๆสำหรับเรียกอาคารชั่วคราวที่สร้างขึ้นในงานพระศพและใช้สำหรับพระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์รองลงมา

นอกจากนี้ยังมีคำว่าพระเมรุทองด้วยแต่เดิมการสร้างพระเมรุจะประกอบด้วยพระเมรุใหญ่ภายในยังมีพระเมรุทองโดยพระเมรุทองนี้คือจิตกาธานสำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพ

คำว่า “เมรุเผาศพ” ที่เราใช้เรียกอาคารสำหรับเผาศพอย่างปัจจุบันนี้ ก็มีที่มาจากคำว่า พระเมรุมาศนั่นเอง

ส่วนที่เรียกว่าพระเมรุและพระเมรุมาศนี้มาจากคำว่าเขาพระสุเมรุด้วยเป็นการจำลองที่เผาพระบรมศพนี้เป็นดั่งเขาพระสุเมรุในสรวงสวรรค์ เพื่อเป็นการส่งดวงพระวิญญาณแห่งองค์สมมติเทพ กลับไปยังทิพยสถานแห่งพระองค์

       
จิตรกรรมไทย เขียนภาพเขาพระสุเมรุ
       
ลักษณะของพระเมรุและพระเมรุมาศ

พระเมรุหรือพระเมรุมาศที่เราเห็นกันในยุคปัจจุบันเป็นงานก่อสร้างที่ใช้ชั่วคราวประกอบจากวัสดุทดแทนเช่นการใช้กระดาษทองย่นแทนการปิดทองคำจริง


การตกแต่งพระเมรุมาศ ใช้วัสดุทดแทนอย่างกระดาษทองย่น แทนการปิดทองคำเปลว
อาคารหลักหรืออาคารประธานก็คือพระเมรุมาศ 1 องค์จากนั้นจะประกอบด้วยอาคารบริวารเพื่อรองรับการประกอบพิธีกรรมได้แก่พระที่นั่งทรงธรรมสำหรับเชื้อพระวงศ์ในการฟังธรรมซ่างสำหรับพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมทับเกษตรทิมศาลาลูกขุนหอเปลื้องราชวัตรเป็นเขตรั้วล้อมบอกอาณาเขตและเสาหงส์




 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระเมรุนั้นก็ใช้แบบอย่างศิลปะไทยคือเป็นอาคารที่มีหลังคาเป็นยอดแหลมอาจทำเป็นยอดปราสาทยอดปรางค์ก็แล้วแต่รูปแบบที่นายช่างจะเป็นคนออกแบบโดยสมมติอาคารหลังนี้เป็นพระวิมานหรือที่อยู่ของเทวดาบางครั้งก็มีมุขยื่นออกมาเป็นมุขเดี่ยวบ้างเป็นจตุรมุขบ้าง


พระเมรุมาศ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
โดยรอบประดับด้วยหุ่นเทวดาถือเครื่องสูงเพื่อเป็นการแสดงพระอิสริยยศโดยรอบพระเมรุ มักตกแต่งด้วยการจำลองป่าหิมพานต์ที่อยู่บนเชิงเขาพระสุเมรุ และจำลองสัตว์และอมนุษย์ซึ่งอยู่ในป่านั้น


หุ่นเทวดาถือเครื่องสูง ประดับบนพระเมรุมาศ

หุ่นอมนุษย์จากป่าหิมพานต์ ตกแต่งโดยรอบ



นอกจากนี้ก็ยังมีเสาหงส์ซึ่งเป็นการประดิษฐ์ตกแต่งเสาไฟที่ให้แสงสว่างให้มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยอีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์จึงเป็นการออกแบบที่แยบยลประณีตและผ่านการคิดตริตรองอย่างดี

        
เสาหงส์

ภายหลังเสร็จสิ้นงานถวายพระเพลิงแล้วอาคารเหล่านี้จะถูกรื้อถอนส่วนใหญ่จะนำไปถวายวัดเพื่อเป็นการกุศลแด่ผู้วายชนม์

สำหรับพระเมรุมาศที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ทางกรมศิลปากรได้มอบหมายให้นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้เป็นมือขวาของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นผู้ออกแบบ



แบบสเก็ตช์


พระเมรุมาศ  เป็นทรงบุษบก 9 ยอดบนชั้นฐานชาลาย่อมุมไม้สิบสอง โครงสร้างภายในเป็นเหล็ก องค์พระเมรุมาศปิดผิวประดับด้วยไม้อัด กรุกระดาษทองย่นตกแต่งลวดลายและเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีเทวดาเชิญฉัตรและบังแทรก มีองค์มหาเทพ 5 พระองค์ คือ พระพิฆเนศวร พระอินทร์ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ รายรอบพระเมรุมาศชั้นลานอุตราวรรตมีสระอโนดาดทั้ง 4 ทิศ มีน้ำไหลจากสัตว์มงคลประจำทิศ สู่สระอโนดาด ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

 บุษบกประธาน ผังพื้นอาคารเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นฐานเป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เชิงบาตร ชั้นที่หนึ่งเป็นชั้นครุฑยุดนาค เชิงบาตรชั้นที่สองเป็นชั้นเทพพนม เครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนเจ็ดชั้น บนยอดสุดปักนภปฎลหาเศวตฉัตร(ฉัตรขาว 9 ชั้น)

โถงกลางภายในเป็นที่ประดิษฐานพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ติดตั้งฉากบังเพลิงทั้งสี่ทิศ เขียนรูปพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้ง 4 ทิศ ทางด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ มีสะพานเกรินสำหรับใช้เป็นที่เคลื่อนพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ


โมเดลจำลอง พระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 


ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีท้าวจตุโลกบาลประทับยืนที่มุมฐานชาลาหันหน้าเข้าสู่บุษบกประธาน มีเทวดาคุกเข่าถือบังแทรก

ฐานชาลาชั้นที่ 2 เป็นฐานปัทม์ เป็นที่ตั้งของ บุษบกหอเปลื้องเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน 4 องค์ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่ที่ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์และอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

 ฐานชาลาชั้นที่ 3 เป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เป็นฐานเชิง บาตรท้องไม้มีเทพชุมนุมโดยรอบจำนวน 108 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นบัวเขิงบาตรฐานชั้นนี้เป็นที่ตั้งของ บุษบกซ่างเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน 4 องค์ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้ง 4 เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งอยู่ประจำบุษบกซ่างโดยจะผลัดกันสวดในการสวดพระอภิธรรมโดยจะผลัดกันสวดที่ละซ่างเวียนกันไปตลอดงานพระเมรุมาศ

ลักษณะพระเมรุมาศพิเศษสุด แสดงศิลปกรรมล้ำเลิศเฉลิมพระบารมียิ่งใหญ่ไพศาลพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ดำรงสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดและสถิตย์อยู่ในหัวใจของชาวไทยนิจนิรันดร์

ส่วนเสาหงส์ที่ใช้ในงานนี้ ผู้ออกแบบได้เปลี่ยนเป็นครุฑ ด้วยครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ เป็นพระนารายณ์อวตารลงมา


(มีต่อ)